คนไทยใช้ภาษาไทยแบบตามใจชอบมานาน.
ในความหมายของผมก็คือว่า, คนไทยไม่ค่อยระวังเรื่องการใช้ไวยากรณ์, นับประสาอะไรกับการสะกดคำ.
(คนรุ่นใหม่สะกดคำผิดเยอะมาก เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ. อันนี้อาศัยที่ดูๆ จากสื่อออนไลน์ต่างๆ.
นอกจากนี้,รูปประโยคแบบใหม่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก, ความหมายเพี้ยนไปเยอะ, สะแลงใหม่ๆ ก็มาก.)
การใช้ภาษาไทยในแบบเดิมๆ ก็แย่อยู่แล้ว คนไทยเราไม่ค่อยชอบเขียนอะไรให้ครบ: บางทีก็ละประธานของประโยคบ้าง ละ กรรมของประโยคบ้าง ไว้ในฐานที่เข้าใจ.
(ว่าแต่ว่า "อะไรคือประโยคในภาษาไทย" ในเมื่อ คนไทยมักไม่ใช้จุดไว้ท้ายประโยคแบบภาษาฝรั่ง. ผมเองก็ไม่ทราบคำตอบนี้เพราะผมไม่ใช่นักภาษาไทย, และไม่รู้มากพอ ?)
คนไทยไม่ใช้เครื่องหมายไวยาการณ์ กำกับเนื้อความกันมานานแล้ว นานเท่าไรไม่ได้ไปตาม แต่ว่า เท่าที่ผมดู จากหนังสือ ละครแห่งชีวิต ที่เป็นนวนิยายเรื่องแรกๆ สมัย ร. ๖ ก็มีเครื่องหมายไวยากรณ์อยู่ไม่มากนัก แต่พอมี . และ - และ ? ให้เห็น แต่ต่อๆ มา นักเขียนไทยน่าจะไม่ค่อยใช้กัน ทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยใช้ไปด้วย
ปัญหาที่คนไทยมักไม่ใช้เครื่องหมายไวยาการณ์ เช่น ไม่ใช้จุด "." ก็ดี ไม่มี จุลภาค "," ก็ดี ทำให้เกิดปัญหาใหญ่แล้วตอนนี้ กล่าวคือ การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามไวยากรณ์ที่อธิบายในทางภาษาศาสตร์ว่า ข้อความประโยคเชิงซ้อนในกฎหมายที่เป็นปัญหานั้น อะไรเป็น ประธาน ของประโยคกันแน่ ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า กฎหมาย ตกเครื่องหมาย "," ไปอันเดียวเท่านั้น
ไปดูข่าวเอาเอง
ผมว่า, คนไทยน่าจะต้องถึงเวลามาใช้เครื่องหมายไวยากรณ์กันให้มากกว่านี้ละมัง, อย่างน้อยก็ในเอกสารสำคัญทางราชการ.
ผมอยากจะชี้ข้อสังเกตของผมไว้ตรงนี้ว่า, ในหนังสือพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง "นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ" นั้น, ทรงใช้เครื่องหมายวรรคตอนไว้ตลอด, ทำให้ข้อความที่ทรงแปลมานั้นเป๊ะๆ มาก, แต่คนไทยส่วนมากไม่เห็นมีใครเจริญรอยตามพระยุคลบาท.
มีใครสังเกตหรือเปล่าว่าผมพยายามใส่เครื่องหมายไวยากรณ์ต่างๆ ไปมากพอสมควรในโพสต์นี้. ก็นับว่าต้องใช้ความพยายามพอสมควร เพราะขัดกับความเคยชิน. ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้.
คำไทย วิสามาณยนาม ศัพท์เทคนิค พุทธศาสนา คำโบราณ สะแลง รากศัพท์ วลีพจนานุกรม คลังคำ การประมวลผล Words, proper names, technical terms, Buddhist Pali, archaic, slang, phrases & etymology used by Thai or in Thai language.
Thursday, June 07, 2012
Monday, August 29, 2011
ฝาก โคลง ๔ สุภาพเอาไว้หน่อย
ผมไปรื้อหนังสือในกล่องที่เก็บไว้ เลยไปเจอ โคลง ๔ สุภาพ ของ ญาติที่ผมรักคนหนึ่งแต่งไว้เมื่อ ๒๘ ปีมาแล้ว และเขาเสียชีวิตไปแล้วราว ๑๓ ปีเห็นจะได้ จึงขอฝากบันทึกไว้ในบล๊อกนี้ ไว้ในไซเบอร์สเปซ เป็นอนุสรณ์ถึงเขา เผื่อว่าในอนาคต เพื่อน หรือใครที่รู้จักเขา อาจจะมาอ่านเจอก็ได้
โคลงสี่สุภาพ แต่งโดย เบิร์ด หรือ ร.ต. อุภัยพล สนธยานนท์ (ยศสุดท้ายก่อนเสียชีวิต พันโท) แต่งราว พ.ศ. ๒๕๒๖
นมัสการพระรัตนตรัย
น้อมประนตสัมพุทธเจ้า สภัญญู
น้อมรับธรรมชื่นชู จิตข้า
น้อมกายถวายปู่ครู ศีลวิสุทธิ์ สงฆ์เอย
น้อมรักศีลทั้งห้า ดิเรกล้วน พึงชม
แต่งชมโฉมภาพวาดนางในวรรณคดี ของ อ. จักรพันธุ์ โปศยกฤต
คันฉ่องส่องโฉมเจ้า กัลยา
แม่เหลียวแม่พิศมา ปะต้อง
ใจพี่สิโหยหา นวลตอบ บ้างเอย
อย่าให้พี่อย่าข้อง รักน้อง ฝ่ายเดียว
ใครเอยปั้นนางไว้ ตะลึงงง
พิศพักตร์รับกับองค์ อ่อนช้อย
ขนงเนตรเกษบรรจง จรุงจัด จริตเอย
กัลยาณีหนึ่งในร้อย เทียบเจ้า ใดปาน
บูชาไตรรัตน์เจ้า ทั้งสาม
ด้วยโกมุทบุษบงบาน ตั้งไว้
สวมใส่อาภรณ์สถาน บรรจงจัด จรุงเอย
หวังวิสุทธิ์วิเศษไซร์ สฤษดิ์ถ้วย ทฤษฎี
นางในวรรณคดีเจ้า จอมคน
เทริดเกล้าอาภรณ์ทรง ใส่ไว้
สร้อยสุวรรณยรรยง เยียรบับ ระบุเอย
หมองเนตรน้องอยู่ไร้ นิราศร้าง ชายชม
พิณเพลงไพเราะพร้อง กังวาล
ลินลาศเลื่อนลอยสถาน เรียบร้อย
โกสุมปทุมบาน หอมกลิ่น นางเอย
แผ่วแผ่วพริมพริ้มพร้อย เพรียกให้ เรียมหลง
โคลงสี่สุภาพ แต่งโดย เบิร์ด หรือ ร.ต. อุภัยพล สนธยานนท์ (ยศสุดท้ายก่อนเสียชีวิต พันโท) แต่งราว พ.ศ. ๒๕๒๖
นมัสการพระรัตนตรัย
น้อมประนตสัมพุทธเจ้า สภัญญู
น้อมรับธรรมชื่นชู จิตข้า
น้อมกายถวายปู่ครู ศีลวิสุทธิ์ สงฆ์เอย
น้อมรักศีลทั้งห้า ดิเรกล้วน พึงชม
แต่งชมโฉมภาพวาดนางในวรรณคดี ของ อ. จักรพันธุ์ โปศยกฤต
คันฉ่องส่องโฉมเจ้า กัลยา
แม่เหลียวแม่พิศมา ปะต้อง
ใจพี่สิโหยหา นวลตอบ บ้างเอย
อย่าให้พี่อย่าข้อง รักน้อง ฝ่ายเดียว
ใครเอยปั้นนางไว้ ตะลึงงง
พิศพักตร์รับกับองค์ อ่อนช้อย
ขนงเนตรเกษบรรจง จรุงจัด จริตเอย
กัลยาณีหนึ่งในร้อย เทียบเจ้า ใดปาน
บูชาไตรรัตน์เจ้า ทั้งสาม
ด้วยโกมุทบุษบงบาน ตั้งไว้
สวมใส่อาภรณ์สถาน บรรจงจัด จรุงเอย
หวังวิสุทธิ์วิเศษไซร์ สฤษดิ์ถ้วย ทฤษฎี
นางในวรรณคดีเจ้า จอมคน
เทริดเกล้าอาภรณ์ทรง ใส่ไว้
สร้อยสุวรรณยรรยง เยียรบับ ระบุเอย
หมองเนตรน้องอยู่ไร้ นิราศร้าง ชายชม
พิณเพลงไพเราะพร้อง กังวาล
ลินลาศเลื่อนลอยสถาน เรียบร้อย
โกสุมปทุมบาน หอมกลิ่น นางเอย
แผ่วแผ่วพริมพริ้มพร้อย เพรียกให้ เรียมหลง
Monday, July 05, 2010
เนื้อเรื่องจำลอง
เปล่า คำนี้ไม่มีใครใช้หรอก ไม่น่าจะมีในพจนานุกรม ผมบัญญัติใช้เองแหละ แปลมาจากคำว่า dummy text
เพิ่งรู้ว่า ไอ้เจ้า Lorem Ipsum ที่เคยเห็นบ่อยๆเป็น dummy text ในโปรแกรมหลายๆตัวเนี่ย มันตัดตอนมาจากเอกสารที่อายุกว่า ๒๐๐๐ ปีแล้ว เป็นบทประพันธ์ของ Cicero กวีชาวโรมัน เลยนะ
ดูเหมือน เนื้อเรื่องที่มีใช้เป็นเนื้อเรื่องจำลองภาษาไทย คงจะไม่มี (เดาว่า ซอฟต์แวร์ไทยไม่ค่อยมีคนทำ) แต่ถ้าผมทำ และจะให้ผมเลือก เนื้อความที่ผมจะมาใช้เป็นเนื้อเรื่องจำลองนะ ผมจะเลือก ศิลาจารึกหลักที่ ๑ มา เช่น (จาก สัญญา หรือ ความจำ ที่จำได้บ้างไม่ได้บ้างนะ)
"กูบ่หนีกูขี่ช้างเบิกพล กูขับเข้าก่อนพ่กู .... "
อะไรประมาณเนี้ยแหละ
เพิ่งรู้ว่า ไอ้เจ้า Lorem Ipsum ที่เคยเห็นบ่อยๆเป็น dummy text ในโปรแกรมหลายๆตัวเนี่ย มันตัดตอนมาจากเอกสารที่อายุกว่า ๒๐๐๐ ปีแล้ว เป็นบทประพันธ์ของ Cicero กวีชาวโรมัน เลยนะ
ดูเหมือน เนื้อเรื่องที่มีใช้เป็นเนื้อเรื่องจำลองภาษาไทย คงจะไม่มี (เดาว่า ซอฟต์แวร์ไทยไม่ค่อยมีคนทำ) แต่ถ้าผมทำ และจะให้ผมเลือก เนื้อความที่ผมจะมาใช้เป็นเนื้อเรื่องจำลองนะ ผมจะเลือก ศิลาจารึกหลักที่ ๑ มา เช่น (จาก สัญญา หรือ ความจำ ที่จำได้บ้างไม่ได้บ้างนะ)
"กูบ่หนีกูขี่ช้างเบิกพล กูขับเข้าก่อนพ่กู .... "
อะไรประมาณเนี้ยแหละ
Sunday, November 22, 2009
๕ ย
ในช่วงยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ จะมีคำๆหนึ่ง ที่ตอนนี้ไม่ได้ยินกันแล้ว คือคำเรียก "พวก ๕ ย"
สมัยผมเป็นนักเรียนมัธยมต้น เมื่อราวเกือบ ๔๐ ปีก่อน เคยได้ยินอาจารย์ที่โรงเรียนเรียกพวกนักเรียนหัวเอียงซ้าย ว่ามีพฤติกรรมเป็นพวก ๕ ย
คือสมัยนั้น นักเรียนพวกนั้นจะทำกิจกรรม และไม่ค่อยเข้าห้องเรียนกันนัก ไม่ค่อยเจอที่โรงเรียน แต่จะไปเจอได้ก็โน่น ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ และวันเสาร์อาทิตย์เมื่อมาโรงเรียน ก็จะมาในรูปแบบนี้คือ
(สวม)เสื้อยืด กางเกงยีนส์ (ไว้)ผมยาว(ผิดระเบียบ) สะพายย่าม(แบบพระ ทำด้วยผ้า) (สวม)รองเท้า(แตะ)ยาง
ครบ ๕ ย ไหมล่ะ จะว่าเป็นพวกออกแนว ฮิปปี้ ก็ได้
อ้อ บางคนก็จะสะพายกีตาร์ด้วย ไว้เล่น "เพลงเพื่อชีวิต" แต่กีตาร์ไม่ได้รวมอยู่ในนิยาม
(ลองหลับตานึกถึงมาดแบบลุงแอ๊ดวงคาราบาวสมัยเป็นนักเรียน ก็น่าจะใช่เลยแหละ รุ่นผมคนนึงก็มาฟอร์มแบบนั้นเลย)
หลายคนในกลุ่มนั้น หลังเหตุการณ์เมืองปี ๒๕๑๙ ก็หลบหนีเข้าป่าไป และหลายปีต่อมาก็กลับออกมาสู่สังคมไทยในภายหลัง
วันนี้ผมเผอิญคุยเรื่องนี้ให้ลูกฟัง ก็เลยมาบันทึกไว้ด้วย ไว้กันลืม
สมัยผมเป็นนักเรียนมัธยมต้น เมื่อราวเกือบ ๔๐ ปีก่อน เคยได้ยินอาจารย์ที่โรงเรียนเรียกพวกนักเรียนหัวเอียงซ้าย ว่ามีพฤติกรรมเป็นพวก ๕ ย
คือสมัยนั้น นักเรียนพวกนั้นจะทำกิจกรรม และไม่ค่อยเข้าห้องเรียนกันนัก ไม่ค่อยเจอที่โรงเรียน แต่จะไปเจอได้ก็โน่น ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ และวันเสาร์อาทิตย์เมื่อมาโรงเรียน ก็จะมาในรูปแบบนี้คือ
(สวม)เสื้อยืด กางเกงยีนส์ (ไว้)ผมยาว(ผิดระเบียบ) สะพายย่าม(แบบพระ ทำด้วยผ้า) (สวม)รองเท้า(แตะ)ยาง
ครบ ๕ ย ไหมล่ะ จะว่าเป็นพวกออกแนว ฮิปปี้ ก็ได้
อ้อ บางคนก็จะสะพายกีตาร์ด้วย ไว้เล่น "เพลงเพื่อชีวิต" แต่กีตาร์ไม่ได้รวมอยู่ในนิยาม
(ลองหลับตานึกถึงมาดแบบลุงแอ๊ดวงคาราบาวสมัยเป็นนักเรียน ก็น่าจะใช่เลยแหละ รุ่นผมคนนึงก็มาฟอร์มแบบนั้นเลย)
หลายคนในกลุ่มนั้น หลังเหตุการณ์เมืองปี ๒๕๑๙ ก็หลบหนีเข้าป่าไป และหลายปีต่อมาก็กลับออกมาสู่สังคมไทยในภายหลัง
วันนี้ผมเผอิญคุยเรื่องนี้ให้ลูกฟัง ก็เลยมาบันทึกไว้ด้วย ไว้กันลืม
Saturday, May 03, 2008
ขนุนกวน
ขนุนกวน หรือ jackfruit jam เป็นขนมไทยอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีขายในตลาด ผมเพิ่งตระหนักวันนี้เอง เพราะวันนี้ผมเพิ่งได้กินขนุนกวน อาจจะเป็นครั้งที่สองในชีวิต เพราะมีเพื่อนเอามาให้กิน เขากวนมาจากบ้าน หลังจากครั้งแรก คงจะสักกว่าสามสิบกว่าปีได้ จำได้ว่า แม่กวนให้ที่บ้านหรือไงเนื่ยแหละ (แต่ดูเหมือนผมกับน้องๆจะไปช่วยออกแรงกวนด้วย) เรียกว่าผมไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย ลืมไปเลย ว่างั้น ความที่ไม่มีขาย เลยไม่มีอะไรเตือนความจำในวัยเด็กจนกระทั่งวันนี้ ก็เลยต้องมาเขียนบล๊อกเอาไว้สักหน่อย คิดเอาเองว่า ที่มันไม่มีขาย เพราะเสียเวลากวนนาน อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เป็นเจ้าของสวนผลไม้ก็คงไม่มีผลไม้เหลือมากพอมากวนขนมเป็นแน่ สมัยนี้อะไรๆก็แพง กินสดๆ หวานๆอร่อยกว่า โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล ยิ่งแช่เย็นด้วยยิ่งอร่อย บางคนก็ยิ่งชอบแช่แข็งในช่องน้ำแข็งเสียด้วยซ้ำ
การกวนผลไม้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เช่นทุเรียน ต้องใช้ผลไม้สุกงอม สมัยก่อน บ้านผมจะใช้กระทะทองเหลืองก้นลึก และก็มีไม้พายเล็กๆ เอาไว้กวน (นี่เขียนจากความจำประมาณ ๓๕ ปีแล้ว) แรกก็ต้มน้ำในกระทะให้เดือดเสียก่อน แล้วก็ต้องใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปก่อน จำได้เลาๆว่า กระทะหนึ่งก็ต้องใส่หลายกิโลกรัมเชียวแหละ เคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อม แล้วค่อย เติมผลไม้ที่จะกวนลงไป ไฟหรี่ๆ ไม่งั้นจะไหม้ เอาไม้พายกวนช้าๆไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงๆ จนน้ำงวดลงๆ ในที่สุดก็จะเป็นผลไม้กวน
การกวนผลไม้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เช่นทุเรียน ต้องใช้ผลไม้สุกงอม สมัยก่อน บ้านผมจะใช้กระทะทองเหลืองก้นลึก และก็มีไม้พายเล็กๆ เอาไว้กวน (นี่เขียนจากความจำประมาณ ๓๕ ปีแล้ว) แรกก็ต้มน้ำในกระทะให้เดือดเสียก่อน แล้วก็ต้องใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปก่อน จำได้เลาๆว่า กระทะหนึ่งก็ต้องใส่หลายกิโลกรัมเชียวแหละ เคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อม แล้วค่อย เติมผลไม้ที่จะกวนลงไป ไฟหรี่ๆ ไม่งั้นจะไหม้ เอาไม้พายกวนช้าๆไปเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงๆ จนน้ำงวดลงๆ ในที่สุดก็จะเป็นผลไม้กวน
Sunday, August 05, 2007
หมอยา
หมอยา หมอสมุนไพร แพทย์แผนไทย แพทย์แผนโบราณ
ตัวอย่างของหมอยาคือ
นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือ “หมอเณร” หมอยาสมุนไพรแห่งเมืองกาญจนบุรี ประธานชมรมอนุรักษ์สวนสมุนไพรแห่งประเทศไทย และเจ้าของ “สวนสมุนไพรแพทย์แผนไทย” ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 10 ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี
ตัวอย่างของหมอยาคือ
นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือ “หมอเณร” หมอยาสมุนไพรแห่งเมืองกาญจนบุรี ประธานชมรมอนุรักษ์สวนสมุนไพรแห่งประเทศไทย และเจ้าของ “สวนสมุนไพรแพทย์แผนไทย” ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 10 ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี
Saturday, June 16, 2007
สมณะ
คำว่า สมณะ มาจากภาษาบาลี Samana
ที่ในพระไตรปิฎกก็มีบ่อย เช่น คำว่า พระสมณะโคดม เป็นต้น
น่าสนใจที่ภาษาต่างๆก็มีคำนี้ ได้แก่
shaman (English), Schamane (in German)
ที่ในพระไตรปิฎกก็มีบ่อย เช่น คำว่า พระสมณะโคดม เป็นต้น
น่าสนใจที่ภาษาต่างๆก็มีคำนี้ ได้แก่
shaman (English), Schamane (in German)
Thursday, May 31, 2007
ตัดต่อพันธุกรรม
มาจากคำว่า Genetic Engineering หรือ gene splicing ในทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ปกติก็เป็นศัพท์ในบริบทนั้น
มาบัดนี้มาพบว่ามีใช้ในบริบทใหม่ หมายถึงการตัดต่อเอกสาร(โดยใช้คอมพิวเตอร์) เพื่อทำปลอม เอาข้อความใหม่ไปใส่แทนข้อความเก่า เปลี่ยนแปลงเอกสารเดิม มุ่งหวังให้คนเข้าใจว่าเนื้อความของเดิมเป็นอีกอย่างหนี่ง มีพูดถีงโดยคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ที่ถ่ายทอดสดทางทีวีปกติทุกช่องในประเทศไทย ในคดีดังของประเทศที่ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคอื่นๆ ศาลกล่าวอ้างสำนวนที่พยานใช้หลายครั้ง (ผมนับได้สาม) กรณีแอบเปลี่ยนรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองเล็กใส่ในฐานข้อมูลของ กกต. โดยใช้ข้อมูลของสมาชิกเดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่เข้าไป
มาบัดนี้มาพบว่ามีใช้ในบริบทใหม่ หมายถึงการตัดต่อเอกสาร(โดยใช้คอมพิวเตอร์) เพื่อทำปลอม เอาข้อความใหม่ไปใส่แทนข้อความเก่า เปลี่ยนแปลงเอกสารเดิม มุ่งหวังให้คนเข้าใจว่าเนื้อความของเดิมเป็นอีกอย่างหนี่ง มีพูดถีงโดยคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ที่ถ่ายทอดสดทางทีวีปกติทุกช่องในประเทศไทย ในคดีดังของประเทศที่ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคอื่นๆ ศาลกล่าวอ้างสำนวนที่พยานใช้หลายครั้ง (ผมนับได้สาม) กรณีแอบเปลี่ยนรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองเล็กใส่ในฐานข้อมูลของ กกต. โดยใช้ข้อมูลของสมาชิกเดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่เข้าไป
Friday, April 27, 2007
ขนมไทย
ขนมไทย หรือ ของหวาน (Thai dessert, sweets)
แต่อาจจะไม่ตรงกับคำว่า ของว่าง นัก
เจอลิงก์ขนมแยะเลย
http://www.geocities.com/BourbonStreet/Delta/7219/Desserts/ie-thai-dessertlist.htm
ขอบคุณเจ้าของเว็บนั้น ทำให้ผมเก็บคำชื่อขนมได้อีกแยะ
แต่อาจจะไม่ตรงกับคำว่า ของว่าง นัก
เจอลิงก์ขนมแยะเลย
http://www.geocities.com/BourbonStreet/Delta/7219/Desserts/ie-thai-dessertlist.htm
ขอบคุณเจ้าของเว็บนั้น ทำให้ผมเก็บคำชื่อขนมได้อีกแยะ
ข้าวหมาก (Khao Mhak: fermented rice, a Thai dessert:)
ผมว่าน่าจะมาจากคำว่า ข้าวหมัก
เหล้าข้าวเหนียว ก็เรียก
กินเป็น ของว่าง ของกินเล่น ขนม
ก่อนกินควรแช่เย็น จะอร่อยมากๆ
ข้าวเหนียวหวานฉ่ำ เพราะ น้ำต้อย ที่ได้จากการหมัก และเอธานอล ที่ได้จากยีสต์จากการหมักแบบไร้ออกซิเจน หอมมากน้อย คงแล้วแต่เชื้อจากลูกแป้ง
วิธีทำดูได้จากเว็บข้างล่าง เขาบอกว่า
ใช้ข้าวเหนียวนึ่ง ผสมลูกแป้ง หมักในขวดโหลหรือขวดแก้วสะอาด ผนึกให้แน่นด้วยผ้า เก็บในตู้ไม่มีแสงเข้าประมาณ 3 วัน ที่อุณหภูมิห้อง พอได้ที่ก็น่าจะย้ายไปเข้าตู้เย็น
เห็นว่า สมัยก่อน มักกินข้าวหมากกับข้าวเหนียวตัด รสชาดมันจะตัดกันด้วย
http://www.pantown.com/market.php?id=8521&name=market14&topic=7&action=view
เพิ่งเจอคนหาบมาขายเมื่อวาน เลยซื้อมากิน ห่อละ ๕ บาท ไม่แพง เขาห่อในใบบอนตามตำรา แต่กรณีนี้มีรองด้วยพลาสติกเพิ่มอีก ห่อกลัดด้วย ไม้กลัด แต่ผมมีความรู้สึกเอาว่าหลายสิบปีก่อนเคยเห็นเขามัดห่อปมไว้ด้วยเชือกกล้วยหรืออะไรทำนองนั้น อาจจะเพื่อไม่ให้้อากาศเข้าในการหมัก และก็น่าจะหมักในห่อใบบอนนั่นไม่ได้หมักในโหลแก้วแบบทำกินในบ้าน ถูกหรือเปล่าไม่รู้นะ
เหล้าข้าวเหนียว ก็เรียก
กินเป็น ของว่าง ของกินเล่น ขนม
ก่อนกินควรแช่เย็น จะอร่อยมากๆ
ข้าวเหนียวหวานฉ่ำ เพราะ น้ำต้อย ที่ได้จากการหมัก และเอธานอล ที่ได้จากยีสต์จากการหมักแบบไร้ออกซิเจน หอมมากน้อย คงแล้วแต่เชื้อจากลูกแป้ง
วิธีทำดูได้จากเว็บข้างล่าง เขาบอกว่า
ใช้ข้าวเหนียวนึ่ง ผสมลูกแป้ง หมักในขวดโหลหรือขวดแก้วสะอาด ผนึกให้แน่นด้วยผ้า เก็บในตู้ไม่มีแสงเข้าประมาณ 3 วัน ที่อุณหภูมิห้อง พอได้ที่ก็น่าจะย้ายไปเข้าตู้เย็น
เห็นว่า สมัยก่อน มักกินข้าวหมากกับข้าวเหนียวตัด รสชาดมันจะตัดกันด้วย
http://www.pantown.com/market.php?id=8521&name=market14&topic=7&action=view
เพิ่งเจอคนหาบมาขายเมื่อวาน เลยซื้อมากิน ห่อละ ๕ บาท ไม่แพง เขาห่อในใบบอนตามตำรา แต่กรณีนี้มีรองด้วยพลาสติกเพิ่มอีก ห่อกลัดด้วย ไม้กลัด แต่ผมมีความรู้สึกเอาว่าหลายสิบปีก่อนเคยเห็นเขามัดห่อปมไว้ด้วยเชือกกล้วยหรืออะไรทำนองนั้น อาจจะเพื่อไม่ให้้อากาศเข้าในการหมัก และก็น่าจะหมักในห่อใบบอนนั่นไม่ได้หมักในโหลแก้วแบบทำกินในบ้าน ถูกหรือเปล่าไม่รู้นะ
Labels:
fermented rice,
Thai dessert,
ข้าวหมาก
Friday, March 09, 2007
ล้างพอร์ต ติดดอย ขายหมู ชอร์ต
ล้างพอร์ต ติดดอย ขายหมู ชอร์ต เป็นคำที่ใช้ในวงการเล่นหุ้นของไทย
ล้างพอร์ต หมายความว่า ขายหุ้นไปจนหมดเลย นักลงทุนคนนั้นถือเงินไว้ในบัญชีของตนเท่านั้น
ติดดอย หมายความว่า ราคาหุ้นในตลาดปัจจุบันตกต่ำกว่าราคาที่ซื้อมามากในช่วงที่หุ้นเคยมีราคาสูง ถ้าดูจากกราฟที่เป็นเนินเส้นโค้งตอนนี้วกต่ำลง จีงไม่อยากขาย เพราะว่าจะขาดทุนทันที ก็ต้องนั่งรอไปอีกนานจนกว่าเมื่อไรราคาจะสูงมาตามจังหวะของตลาดอีกที
ขายหมู หมายความว่า หลงรีบขายไปในราคาต่ำในขณะที่ราคาหุ้นกำลังมีราคาสูงขึ้น จีงได้เงินน้อยกว่าที่ควร หากรอสักนิดก็จะได้มากขึ้น
ชอร์ต หมายความว่ายืมหุ้นคนอื่นมาขายก่อนในราคาต่ำ เพื่อกดราคาหุ้นลง จากนั้นเมื่อราคาหุ้นลงแล้วจึงรีบซื้อหุ้นคืนในราคาต่ำกว่าไปอีก เพื่อไปคืนเจ้าของ มาจากภาษาอังกฤษว่า short sell ตรงข้ามกับ long แต่คนไทยไม่ค่อยใช้กัน หรือผมไม่ค่อยได้ยินก็ไม่ทราบ
ตอนนี้นึกไม่ออกเพราะไม่ได้เล่นหุ้นมานาน และไม่ได้ดูทีวีรายการหุ้น เพราะผมล้างพอร์ตไปแล้วช่วงนี้
ล้างพอร์ต หมายความว่า ขายหุ้นไปจนหมดเลย นักลงทุนคนนั้นถือเงินไว้ในบัญชีของตนเท่านั้น
ติดดอย หมายความว่า ราคาหุ้นในตลาดปัจจุบันตกต่ำกว่าราคาที่ซื้อมามากในช่วงที่หุ้นเคยมีราคาสูง ถ้าดูจากกราฟที่เป็นเนินเส้นโค้งตอนนี้วกต่ำลง จีงไม่อยากขาย เพราะว่าจะขาดทุนทันที ก็ต้องนั่งรอไปอีกนานจนกว่าเมื่อไรราคาจะสูงมาตามจังหวะของตลาดอีกที
ขายหมู หมายความว่า หลงรีบขายไปในราคาต่ำในขณะที่ราคาหุ้นกำลังมีราคาสูงขึ้น จีงได้เงินน้อยกว่าที่ควร หากรอสักนิดก็จะได้มากขึ้น
ชอร์ต หมายความว่ายืมหุ้นคนอื่นมาขายก่อนในราคาต่ำ เพื่อกดราคาหุ้นลง จากนั้นเมื่อราคาหุ้นลงแล้วจึงรีบซื้อหุ้นคืนในราคาต่ำกว่าไปอีก เพื่อไปคืนเจ้าของ มาจากภาษาอังกฤษว่า short sell ตรงข้ามกับ long แต่คนไทยไม่ค่อยใช้กัน หรือผมไม่ค่อยได้ยินก็ไม่ทราบ
ตอนนี้นึกไม่ออกเพราะไม่ได้เล่นหุ้นมานาน และไม่ได้ดูทีวีรายการหุ้น เพราะผมล้างพอร์ตไปแล้วช่วงนี้
Thursday, March 08, 2007
อุณหภูมิ
สมัยก่อนคำว่า temperature ยังไม่มีคำที่บัญญัติในภาษาไทย ก็มีการใช้คำต่างๆนานา
ครูผมท่านเสียชีวิตไปแล้วเคยเล่าไว้ว่า สมัยก่อนมีใช้หลายคำทับศัพท์ เช่น ตองปาราตูร์ บ้าง เต็มปะระตุระ บ้าง
อุณห ผมคิดว่าคำนี้ราชบัณฑิตสถานคงดัดแปลงมาจากคำ ที่พบในพระอภิธรรมปิฎก บ่อยๆ ที่ว่า อุณหเตโช ที่แปลว่า ความร้อน (ตรงข้าม กับ สีตเตโช ความเย็น) เอา อุณห มารวมกับ ภูมิ
ครูผมท่านเสียชีวิตไปแล้วเคยเล่าไว้ว่า สมัยก่อนมีใช้หลายคำทับศัพท์ เช่น ตองปาราตูร์ บ้าง เต็มปะระตุระ บ้าง
อุณห ผมคิดว่าคำนี้ราชบัณฑิตสถานคงดัดแปลงมาจากคำ ที่พบในพระอภิธรรมปิฎก บ่อยๆ ที่ว่า อุณหเตโช ที่แปลว่า ความร้อน (ตรงข้าม กับ สีตเตโช ความเย็น) เอา อุณห มารวมกับ ภูมิ
เจ้าจำปี
เจ้าจำปี เป็นชื่อสมญานามที่คนไทยรู้จักกันดี ว่าหมายถีง การบินไทย หรือ Thai Airways International, Pcl. สัญญลักษณ์ย่อคือ ไทย หรือ THAI หรือ ทีจี หรือ TG หรือบางทีคนก็แซวว่า สายการบิน Tomorrow Go (พรุ่งนี้ถึงจะไป คงเป็นเพราะบางทีเครื่องดีเลย์นั่นเอง)
ตอนแรกออกโลโก้มาใหม่ๆ คนกรุงเทพฯเฮกันลั่น บางคนเรียกว่า จำปีเหาะ แต่ไปๆมาๆ ชื่อที่ติดตลาดคือ เจ้าจำปี นี้เอง
นานๆทีจะมีข่าวดีๆของการบินไทยออกมาบนเว็บเสียที ตามข่าวบอกว่า จะเอาแร้งมองโกเลียไปคืนที่เมืองจีน ส่งให้ฟรีไม่คิดเงิน (แต่ได้กูลวิลล์ไปแยะ แน่นอน)
วันนี้เลยนึกถีง เห็นไหมว่าทำดีก็ได้ดี
http://edition.cnn.com/2007/WORLD/asiapcf/03/07/thailand.vulture.ap/
ตอนแรกออกโลโก้มาใหม่ๆ คนกรุงเทพฯเฮกันลั่น บางคนเรียกว่า จำปีเหาะ แต่ไปๆมาๆ ชื่อที่ติดตลาดคือ เจ้าจำปี นี้เอง
นานๆทีจะมีข่าวดีๆของการบินไทยออกมาบนเว็บเสียที ตามข่าวบอกว่า จะเอาแร้งมองโกเลียไปคืนที่เมืองจีน ส่งให้ฟรีไม่คิดเงิน (แต่ได้กูลวิลล์ไปแยะ แน่นอน)
วันนี้เลยนึกถีง เห็นไหมว่าทำดีก็ได้ดี
http://edition.cnn.com/2007/WORLD/asiapcf/03/07/thailand.vulture.ap/
Sunday, March 04, 2007
ขุนพันธรักษราชเดช
นามที่เป็นที่รู้จักกันในเมืองไทยในเดือนที่ผ่านมาคือ ขุนพันธ์ หรือ พล ต.ต. ขุนพันธรักษราชเดช ฉายาว่า มือปราบหนังเหนียว หรือ มือปราบจอมขมังเวทย์ เป็น ปูชนียบุคคลที่ชาวนครศรีธรรมราช (และชาวไทยทั่วประเทศ) ให้ความเคารพ เห็นบางคนในเรียกในข่าวหนังสือพิมพ์ว่า พ่อท่านพันธ์
ชื่อเดิม บุตร์ พันธรักษ์ เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายอ้วน-นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2442 ที่หมู่บ้านอ้ายเขียว หมู่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นนักเรียน โรงเรียนนายร้อยห้วยจระเข้ รุ่นปีพ.ศ. 2468 เสียชีวิตวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 สิริอายุได้ 108 ปี พระราชทานเพลิงเมื่อ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 โดยมีคนมางานนับแสนคน
ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำพิธียกเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นผู้สร้างเหรียญและปลุกเสกเหรียญ จตุคามรามเทพ เมื่อหลายสิบปีก่อน จนเพิ่งมาฮิตทั่วประเทศกันเมื่อเร็วๆนี้
คำสอนของท่านต่อนายตำรวจผู้หนึ่งคือ ให้ถือศีล ๕ เข้าไว้ จะเป็นการคุ้มครองที่ดีที่สุด
ชื่อเดิม บุตร์ พันธรักษ์ เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายอ้วน-นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2442 ที่หมู่บ้านอ้ายเขียว หมู่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นนักเรียน โรงเรียนนายร้อยห้วยจระเข้ รุ่นปีพ.ศ. 2468 เสียชีวิตวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 สิริอายุได้ 108 ปี พระราชทานเพลิงเมื่อ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 โดยมีคนมางานนับแสนคน
ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำพิธียกเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นผู้สร้างเหรียญและปลุกเสกเหรียญ จตุคามรามเทพ เมื่อหลายสิบปีก่อน จนเพิ่งมาฮิตทั่วประเทศกันเมื่อเร็วๆนี้
คำสอนของท่านต่อนายตำรวจผู้หนึ่งคือ ให้ถือศีล ๕ เข้าไว้ จะเป็นการคุ้มครองที่ดีที่สุด
คำนี้ยังไม่เห็นมีคำไทย : meme
meme แปลว่า หน่วยของข่าวสารเชิงวัฒนธรรม ที่มีการส่งแนวความคิดได้ต่อๆกันไป ในสังคม (จาก วิกิพีเดีย)
http://en.wikipedia.org/wiki/Meme
และ มีมที่มีจะอยู่รอดได้ในเชิงวิวัฒนาการนั้น จะต้องกระจายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่่ว่า มีมที่ดีมีประโยชน์สูงสุดกับคนแต่อย่างใด
ผมก็ย้อนมาคิดถึง การเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเถรวาท (ไม่นับสายธรรมกาย) นับว่าไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่องที่มีการเลียนแบบกันทั่วโลก เช่น แฟชั่น ค่านิยมในตัวดาราซูเปอร์สตาร์ หรือนักกีฬาระดับโลก
http://en.wikipedia.org/wiki/Meme
และ มีมที่มีจะอยู่รอดได้ในเชิงวิวัฒนาการนั้น จะต้องกระจายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่่ว่า มีมที่ดีมีประโยชน์สูงสุดกับคนแต่อย่างใด
ผมก็ย้อนมาคิดถึง การเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเถรวาท (ไม่นับสายธรรมกาย) นับว่าไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่องที่มีการเลียนแบบกันทั่วโลก เช่น แฟชั่น ค่านิยมในตัวดาราซูเปอร์สตาร์ หรือนักกีฬาระดับโลก
Subscribe to:
Posts (Atom)